ตลาดอุตสาหกรรมน้ำผลไม้พร้อมดื่ม

ตลาดน้ำผลไม้เป็นตลาดที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ ในช่วงปี 2533-2538 แต่ในช่วงปี 2539-2544 เป็นช่วงที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเงิน การบริโภคเครื่องดื่มชะลอลง อย่างไรก็ตาม ความต้องการน้ำผลไม้ในระยะยาวยังคงมีแนวโน้มที่สดใส ทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ทั้งนี้เป็นไปตามกระแสของการห่วงใยในการรักษาสุขภาพมากขึ้น คาดว่าในปี 2545 ปริมาณการจำหน่ายน้ำผลไม้ในประเทศจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราวร้อยละ 4.2 เป็น 250 ล้านลิตร หรือคิดเป็นมูลค่า 4,615 ล้านบาท ในขณะที่การส่งออกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 68.2 เป็น 181 ล้านลิตร หรือคิดเป็นมูลค่า 7,240 ล้านบาท เนื่องจากคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดส่งออกคือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ประสบปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง สำหรับในปี 2543 คาดว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำผลไม้ในประเทศจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราวร้อยละ 10.0 เป็น 275 ล้านลิตร หรือคิดเป็นมูลค่า 5,198 ล้านบาท ตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน รวมทั้งตลาดในประเทศจะเริ่มกลับมาคึกคัก และมีการแข่งขันกันมากขึ้นอีกครั้ง ส่วนตลาดส่งออก คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 12.2 เป็น 203 ล้านลิตร หรือคิดเป็นมูลค่า 8,526 ล้านบาท เนื่องจากคาดว่า คู่แข่งในตลาดส่งออกจะยังคงประสบปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองอยู่

ผู้ผลิตน้ำผลไม้ในในปัจจุบันมีอยู่ราว 103 โรงงาน ในจำนวนนี้มีผู้ผลิตน้ำผลไม้ขนาดกลางและขนาดย่อม อยู่ราว 91 โรงงาน ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในภาคกลางรองลงมาได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ จังหวัดที่มีผู้ผลิตมากที่สุดได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสมุทรปราการ ตามลำดับ นอกนั้นกระจายอยู่ในภาคต่างๆ สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายส่วนใหญ่จำหน่ายเองโดยตรงแก่ผู้บริโภค/ผู้ผลิตน้ำผลไม้รายใหญ่เพื่อนำไปผลิตน้ำผลไม้ หรือจำหน่ายผ่านคนกลาง ซึ่งเป็นผู้กระจายสินค้าไปยังผู้บริโภค

วัตถุดิบสำคัญได้แก่ ผลไม้ สามารถผลิตได้ในประเทศทั้งหมด ส่วนเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต ได้แก่ เครื่องตัด/เฉาะผลไม้ เครื่องคั้นน้ำผลไม้ เครื่องกรองน้ำผลไม้ เครื่องความดันไอน้ำใช้ในการฆ่าเชื้อโรค เครื่องบรรจุน้ำผลไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ในโรงงานจะต้องมีเครื่องมือวัดความหวานและปริมาณของแข็งที่ละลายทั้งหมด (Refrectrometer) และเครื่องวัดค่าความเป็นกรด/ด่าง หรือค่า pH เพื่อให้น้ำผลไม้ที่ได้มีมาตรฐานเดียวกัน

 

อุตสาหกรรมผลิตน้ำผลไม้ขนาดกลาง ขนาดกำลังการผลิตเต็มที่ 2.4 ล้านลิตรต่อปี เงินลงทุนที่ใช้ในการจัดตั้ง 10,000,000 บาท โดยมีเงินทุนหมุนเวียน 600,000 บาทต่อเดือน มีแรงงาน 9 คน สำหรับต้นทุนขายน้ำผลไม้ แยกเป็นต้นทุนวัตถุดิบ ร้อยละ 56 แรงงาน ร้อยละ 7 ค่าสาธารณูปโภค ร้อยละ 4 ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ร้อยละ 3 ดอกเบี้ยจ่าย ร้อยละ 11 โสหุ้ยการผลิต ร้อยละ 19 ตามลำดับ กำไรเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 30-40 ของรายได้จากการขาย

 

 





เงินลงทุน :      ประมาณ 5,000 บาท
รายได้ :                   200-350 บาท/วัน
วัสดุอุปกรณ์ :  

-         เครื่องปั่นผลไม้                             -   เครื่องชั่ง

-         เตาแก๊สพร้อมถัง                           -   หม้อสแตนเลส

-         กะละมังพลาสติก                          -   ถังทึบสูง

-         ถ้วยแก้ว                                     -   ช้อนตวง

-         กระบวยสแตนเลส                         -   ไม้พาย

-         ผ้าขาวบาง                                  -   ทัพพี

-         กรวยสำหรับบรรจุ                          -   มีด

-         เขียง                                        -   ขวดบรรจุพร้อมฝาจุกปิดขวด

-         แปรงสำหรับล้างขวด

 

แหล่งจำหน่ายอุปกรณ์ :  ห้างสรรพสินค้าทั่วไป
ตลาด/แหล่งจำหน่าย :  ตลาดนัด สถานที่ท่องเที่ยว ย่านชุมชน ฝากขายหน้าร้าน หรือขายเองหน้าบ้าน



 



 


ส่วนผสม

-         น้ำเสาวรส 1 กิโลกรัม                     -   น้ำตาลทราย1/2 กิโลกรัม

-         ผงเพคติน 2 กรัม                          -   เกลือ 2 กรัม

-         น้ำสะอาด 4 ขีด

วิธีทำ

1.    นำผลเสาวรสมาล้างให้สะอาด จากนั้นนำมาผ่าเป็น 2 ซีก ใช้ช้อนตักเนื้อเสาวรส ออกมาใส่ภาชนะไว้ แล้วนำไปปั่นด้วยเครื่องปั่นผลไม้จนเนื้อและเมล็ดละเอียดเสร็จแล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง โดยใช้ผ้าขาวบางซ้อนกัน 2 ชั้น วางไว้บนปากหม้อ จากนั้นใช้มือทั้งสองข้างปิดผ้าขาวบางเพื่อช่วยสกัดน้ำเสาวรสให้ออกมามากที่สุด แล้วนำ น้ำเสาวรสที่ได้มาชั่งให้ได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัม พักไว้

2.    นำน้ำตาลทรายกับน้ำมาใส่หม้อต้มให้เดือดจนน้ำตาลละลาย แล้วยกลงมารองด้วยผ้าขาวบาง เสร็จแล้วนำน้ำเชื่อมที่ได้เทลงใส่หม้อน้ำเสาวรส เติมเกลือ ผงเพคติน คนให้ละลายเข้ากัน แล้วนำไปต้มให้เดือดอีกครั้ง ยกขึ้นพัก

3.    นำน้ำเสาวรสที่ได้จากข้อ 2 มาบรรจุขวดที่ฆ่าเชื้อแล้วโดยใช้กรวยมาเสียบลงในปากขวด กรอกน้ำเสาวรสลงไปอย่าให้เต็มขวด ปิดฝาจุกขวดให้แน่น นำไปแช่ในถังที่มีก้อนน้ำแข็งเพื่อไล่ความร้อน นำขวดน้ำเสาวรสที่ได้จากข้อ 3 ขึ้นมาใช้ผ้าสะอาดเช็ดข้างขวดให้แห้งสนิทพร้อมนำเอาสลากติดข้างขวดให้แน่นแล้วนำเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรอจำหน่ายต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

วิธีทำ

1.    นำผลฝรั่งมาล้างให้สะอาด ผ่าเอาเมล็ดออก หั่นเป็นชิ้นเล็ก แล้วนำไป ปั่นเติมน้ำเล็กน้อย เสร็จแล้วนำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง

2.    ผสมน้ำตาลกับผงเพคตินให้เข้ากัน เติมน้ำ ต้มให้เดือดเติมกรดมะนาว กรองด้วยผ้าขาวบาง

3.    ผสมน้ำฝรั่งกับน้ำเชื่อม คนให้เข้ากัน แล้วนำขึ้นตั้งไฟให้ได้อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 นาที ยกลงบรรจุขวดที่ฆ่าเชื้อแล้ว (ขั้นตอนวิธีการบรรจุเช่นเดียวกับการทำน้ำเสาวรส

ข้อแนะนำ

1.    ขวดก่อนนำมาบรรจุต้องนำมาทำการล้างด้วยน้ำร้อนให้สะอาด ผึ่งให้แห้งก่อนนำมาบรรจุ

2.    พันธุ์ฝรั่งที่นำมาทำ ควรเลือกพันธุ์กลมสาลี เวียดนาม หรือ แป้นสีทอง เลือกฝรั่งที่ไม่เละหรือแข็งเกินไป ผิวสวย ไม่มีตำหนิ

3.    หากทำขายเป็นจำนวนมากและมีเงินทุน ควรซื้อหม้อต้มราคา 20,000 บาท เครื่องคั้นน้ำผลไม้แยกกาก ราคา 50,000 บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

 



สูตร

-         กระเจี๊ยบสด 500 กรัม (ผสมกับน้ำ 500 กรัมปั่น)

-         น้ำตาล 675 กรัม                         -   น้ำ 4,000 กรัม

-         เกลือ 2 กรัม

วิธีทำ

นำกระเจี๊ยบแดงมาแกะเอากลีบดอกออกล้างน้ำให้สะอาดอย่างน้อย 4 ครั้ง ชั่งกระเจี๊ยบให้ได้น้ำหนัก 500 กรัม ผสมกับน้ำ 500 กรัม ปั่นในเครื่องปั่น เสร็จแล้วกรองเอาแต่น้ำใส ๆ สีแดง นำน้ำ 4,000 กรัม (หรือ 4 กิโลกรัม) ละลายน้ำตาลและเกลือ ต้มจนละลาย แล้วกรองน้ำเชื่อมนำน้ำเชื่อมไปต้มใหม่ให้เดือด เติมน้ำกระเจี๊ยบที่กรองแล้วลงไปต้มไฟต่อจนได้อุณหภูมิ 85 องศาเซนติเกรด จากนั้น หรี่ไฟต้มต่ออีก 3 นาที เสร็จแล้วปิดไฟ นำน้ำไปบรรจุขวด


วิธีบรรจุขวด

-         ฝาและขวดที่บรรจุจะต้องต้มฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำเดือด แล้วผึ่งให้แห้ง

-         นำน้ำกระเจี๊ยบที่พาสเจอไรซ์แล้ว บรรจุลงขวดในขณะร้อน

-         เสร็จแล้วปิดฝา หล่อเย็นด้วยน้ำที่สะอาดประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น เก็บเข้าตู้เย็น

สิ่งพึงรู้กับน้ำกระเจี๊ยบ !

-         น้ำกระเจี๊ยบดังกล่าวควรรับประทานภายใน 2 สัปดาห์

-         น้ำกระเจี๊ยบเป็นน้ำผลไม้ที่มีต้นทุนถูกสามารถทำได้ง่าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


มะขามเป็นพืชเศรษฐกิจที่ดี เพาะปลูกง่าย ทนต่อสภาพอากาศแห้งแล้ง สามารถเจริญเติบโตได้แม้ในดินเค็มของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ส่วนใหญ่ เกษตรกรจะปลูกตามหัวไร่ปลายนา มะขามมีราคาถูกกว่าผลไม้อื่นๆ เนื่องด้วยมะขามออกผลเป็นฤดูกาล ประกอบกับเมื่อแกะเมล็ดออกจากฝักแล้ว เนื้อมะขามจะกลายเป็นสีดำในเวลาไม่นาน ดังนั้น การพัฒนาเป็นน้ำมะขามพร้อมดื่ม จึงเป็นการแปรรูปเพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้กับเกษตรกรที่สนใจและมีความพร้อม

ส่วนผสมการทำน้ำมะขาม

-         มะขามเปียกชนิดไม่มีเมล็ด 100 กรัม

-         น้ำสำหรับคั้นมะขามเปียก 1,200 กรัม

-         น้ำตาลทราย 540 กรัม

-         เกลือ 8 กรัม

-         น้ำสำหรับทำน้ำเชื่อม 2,500 กรัม

วิธีทำ

1.    ฆ่าเชื้อขวดกับฝาที่ใช้บรรจุ โดยการลวกด้วยน้ำเดือด

2.    นำมะขามเปียกทั้งหมดมาต้มกับน้ำประมาณครึ่งหนึ่ง จนกระทั่งมะขามนิ่มและละลายออกมา ขณะที่ต้ม ผู้ทำควรคนหรือบี้ด้วยทัพพี เพื่อให้มะขามละลายได้เร็วขึ้น แล้วยกลง กรองผ่านกระชอนที่มีผ้าขาวบางอย่างหยาบรองอยู่ด้านล่าง กากที่กรองได้นำมาคั้นกับน้ำที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง จนหมดเนื้อมะขาม

3.    เตรียมน้ำเชื่อมโดยผสมน้ำตาลทราย เกลือ และน้ำเข้าด้วยกัน ต้มให้น้ำตาลละลาย จากนั้น นำมากรองผ่านผ้าขาวบาง

4.    ผสมน้ำมะขามและน้ำเชื่อมเข้าด้วยกัน ต้มให้เดือดนาน 5 นาที ยกลงบรรจุในขวดที่ลวกฆ่าเชื้อแล้ว และทำให้เย็นโดยแช่ในน้ำ

 

ข้อแนะนำของน้ำมะขาม

ควรเก็บไว้ในตู้เย็น และรับประทานภายใน 2 สัปดาห์

 

 

 



มะนาวเป็นเครื่องปรุงรสอาหารไทยที่จะขาดเสียไม่ได้ โดยเฉพาะน้ำพริก ส้มตำ ลาบ ยำทุกชนิด รวมถึงอาหารอีกหลายอย่างที่ต้องใช้มะนาวปรุงรส เพื่อให้อาหารมีรสชาติอร่อย นอกจากนี้ มะนาวยังถูกนำมาคั้นเป็นน้ำมะนาวรสเข้มข้นพร้อมดื่มได้อีกด้วย ผู้ประกอบการที่สนใจทำน้ำมะนาวสูตรเข้มข้น อาจทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

 

วิธีการทำน้ำมะนาวสูตรเข้มข้น

-         น้ำมะนาว 520 กรัม                     -   น้ำตาล800 กรัม

-         น้ำ680 กรัม                              -   เพคติน2 กรัม

-         เกลือ5 กรัม                                -   โซเดียมเบนโซเอท 0.8 กรัม

 

ขั้นตอนการเตรียมน้ำมะนาว

ล้างมะนาวให้สะอาด แล้วผ่ามะนาวเป็นซีก คั้นน้ำมะนาวโดยไม่ให้น้ำมันจากเปลือกปนลงในน้ำมะนาว ทั้งนี้ เพราะเมื่อน้ำมันที่เปลือกปนลงไป จะทำให้มะนาวมีรสขม ถ้าใช้เครื่องคั้น ต้องระมัดระวังการใช้เครื่อง ไม่ให้คั้นแล้วได้น้ำมะนาวขม

ขั้นตอนการทำน้ำมะนาว

1.    นำเพคติน (ช่วยให้น้ำมะนาวเป็นเนื้อเดียวกัน) ผสมกับน้ำตาล 80 กรัม คลุกให้เข้ากัน แยกไว้ส่วนหนึ่ง

2.    นำน้ำตาลส่วนที่เหลือ ผสมกับน้ำ เกลือ ตั้งไฟให้ละลาย แล้วเติมน้ำตาลที่ผสมกับเพคติน คนจนละลาย จากนั้น นำไปกรอง

3.    นำน้ำตาลที่กรองขึ้นตั้งไฟให้เดือด เติมน้ำมะนาวที่กรองแล้ว ต้มต่อที่อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 3 นาที จากนั้น ยกลง

4.    บรรจุน้ำมะนาวในขวดแก้วที่ล้าง ต้มฆ่าเชื้อโรคเสร็จแล้ว

5.     ปิดฝาขวดขณะร้อน (ฝาต้องล้างให้สะอาดและลวกน้ำร้อน)

6.    ได้น้ำมะนาวสูตรเข้มข้น

7.    ผสมน้ำ 2-3 เท่า แล้วแต่ความต้องการของผู้ดื่ม

8.    เก็บในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำ (ห้องที่ค่อนข้างเย็น)

ข้อแนะนำการทำน้ำมะนาวสูตรเข้มข้น

-         ภายหลังการทำ น้ำมะนาวสูตรเข้มข้นควรถูกเก็บไว้ในตู้เย็น และรับประทานภายใน 2 สัปดาห์

-         การทำน้ำมะนาวสูตรเข้มข้น ควรเลือกใช้มะนาวแป้น เพราะเป็นพันธุ์ที่มีน้ำเยอะ เหมาะสำหรับนำมาทำน้ำมะนาว




 

 

ส่วนผสม
1.
มะระ
2.
น้ำเชื่อม
3.
เกลือป่น

วิธีทำ

นำมะระประมาณ1/4ลูก มาหั่นเป็นแว่นๆ สำหรับเมล็ดให้เอาออก จากนั้นนำส่วนของเนื้อปั่นผสมกับน้ำเย็นจัดประมาณ 2 ถ้วย จนเนื้อมะระละเอียดจึงนำมากรองเอาเฉพาะน้ำ จากนั้นเติมเกลือป่น และน้ำเชื่อม ให้เข้ากัน



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


การใช้ประโยชน์

·       ใช้เป็นอาหาร ต้นสด นำมาแต่งกลิ่นเป็นอาหาร เป็นเครื่องเทศ เช่น เป็นส่วนผสมของเครื่องแกงต่างๆ ต้มยำ ยำต่างๆ ต้นสด ทำน้ำตะไคร้ได้

·       คุณค่าทางโภชนาการ ทั้งต้น มีน้ำมันหอมระเหย โดยเฉพาะลำต้นใต้ดินและบนดิน ถ้ากลั่นด้วยไอน้ำจะให้น้ำมันหอมระเหย ชื่อ Lemongrass oil น้ำมันนี้สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ มีเมนทอล แคลเซียม และอื่นๆ

·       ใช้เป็นยา ทั้งต้น เป็นยารักษาโรคหืด แก้ปวดท้องขับปัสสาวะและแก้อหิวาตกโรค เป็นยาทานวดก็ได้ หัว รักษาเกลื้อน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว บำรุงธาตุ แก้อาการขัดเบา ใบสด จะช่วยลดความดันโลหิตสูง แก้ไข้ ราก เป็นยาแก้ไข้เหนือ ปวดท้องและท้องเสีย ต้น เป็นยาแก้ขับลม แก้เบื่ออาหาร แก้ผมแตกปลาย แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว และเป็นยาบำรุงไฟธาตุให้เจริญ

ส่วนผสม

·       ตะไคร้ 2-3 ต้น

·       น้ำสะอาด 2-3 ถ้วย

·       น้ำตาลทราย 1-1/2 ขีด

·       น้ำแข็ง

วิธีทำ

นำต้นตะไคร้ตัดใบออก แล้วล้างน้ำให้สะอาด ตัดเป็นท่อนสั้นๆ ทุบพอแตก ใส่หม้อเติมน้ำเติมน้ำตาล 1-1/2 ขีด ตั้งไฟพอเดือดกรองน้ำ นำน้ำสมุนไพรตั้งไฟให้เดือดประมาณ 3 นาที ยกลงกรองใส่ขวดนึ่ง 20-30 นาที เย็นแล้วเก็บใส่ตู้เย็น จะได้น้ำตะไคร้สีเหลืองอมเขียวอ่อนๆ ใส มีกลิ่นหอมตะไคร้

 

 

 

 

 

 

 

 


การใช้ประโยชน์

·       เป็นอาหาร ผลแก่ รับประทานเป็นผลไม้ และทำน้ำผลไม้

·       คุณค่าทางโภชนาการ ผลฝรั่งแก่เต็มที่มีวิตามินซีสูงจะลดลงเมื่อสุก ช่วยปกป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน มีวิตามินเอ วิตามินบี1 บี2 และบี6 ธาตุเหล็ก และแคลเซียมมีกรดอินทรีย์หลายชนิด และมีน้ำตาลเล็กน้อย

·       ใช้เป็นยา ใบ แก้อาการท้องเดิน เนื้อผลฝรั่งสุกเป็นยาระบายอ่อนๆ

 

ส่วนผสม

·       ฝรั่งแก่จัดหั่นให้ชิ้นเล็ก 2 ถ้วย

·       น้ำเชื่อม 1/3 ถ้วย

·       เกลือป่น 1 ช้อนชา

·       น้ำ 2 ถ้วย

 

วิธีทำ

1.    ปั่นหรือคั้นฝรั่งกับน้ำจนละเอียด กรองด้วยผ้าขาวบาง ผสมน้ำ  ฝรั่งกับน้ำเชื่อม เกลือคนพอเข้ากันดี

2.    เทใส่ขวด แช่เย็น หรือจะใส่น้ำแข็งดื่มก็ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


การใช้ประโยชน์

·       ใช้เป็นอาหาร ผลดิบ นึ่งหรือต้มรับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก ผัดกับไข่หรือหมู ทำส้มตำ แกงส้ม ยอดอ่อนดอง รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก ผลสุก รับประทานเป็นผลไม้

·       คุณค่าทางโภชนาการ ผลมะละกอดิบมียาง มีสารเพคติน แคลเซียม วิตามินซี และอื่นๆ ผลมะละกอสุก มีวิตามินเอสูง วิตามินซี สารเพคติน เหล็ก แคลเซียม และมีสาร carotenoid เป็นสารที่ทำให้เนื้อมะละกอสุกมีสีส้ม

·       ใช้เป็นยา ต้นมะละกอ ขับประจำเดือน ลดไข้ ดอก ขับปัสสาวะ ราก แก้กลากเกลื้อน ยาง ช่วยกัดแผล รักษาตาปลาและหูด ฆ่าพยาธิ

 

ส่วนผสม

·       มะละกอสุกครึ่งลูก

·       น้ำเชื่อมครึ่งถ้วย

·       เกลือป่นหนึ่งส่วนสี่ช้อนชา

·       น้ำต้มสุก 3 ถ้วย

 

วิธีทำ

1. ปอกเปลือกมะละกอ ล้างให้หมดยาง ฝานเอาเมล็ดออก หั่นชิ้นเล็ก 2. ใส่เนื้อมะละกอลงในโถปั่นใส่น้ำต้ม น้ำเชื่อม เกลือ ปั่นให้ละเอียด

3. ตักน้ำแข็งใส่แก้ว เทน้ำมะละกอใส่ เสิร์ฟเย็นๆ หรือจะแช่เย็น แล้วดื่มโดยไม่ใส่น้ำแข็ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


การใช้ประโยชน์

·       ใช้เป็นอาหาร ผลสุก รับประทานเป็นผลไม้ ทำน้ำผลไม้

·       คุณค่าทางโภชนาการ เนื้อสละ มีกรดอินทรีย์ น้ำตาล วิตามินซีเล็กน้อย มีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารอื่นๆ

·       ใช้เป็นยา

 

ส่วนผสม

·       สละ 1 กิโลกรัม

·       น้ำเชื่อม 2 ถ้วย

·       เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ

·       น้ำต้มสุก 5 ถ้วย

วิธีทำ

ปอกเปลือกที่มีหนามของสละออก ฝานเนื้อใส่ผ้าขาวบางคั้นกบน้ำต้มสุก กรองเอากากออก เติมน้ำเชื่อม เติมเกลือ แล้วชิมรสตามใจชอบเพราะขึ้นอยู่กับว่า สละหวานหรืออมเปรี้ยว น้ำสละชนิดนี้ จะใส มีสีน้ำตาลเหลืองน่าดื่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

การใช้ประโยชน์

·       ใช้เป็นอาหาร ผลสุก รับประทานเป็นผลไม้ เชื่อม ทำน้ำผลไม้

·       คุณค่าทางโภชนาการ เนื้อส้ม มีวิตามินซี เอ บี มี ธาตุแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส มีกรดอินทรีย์หลายชนิดและอื่นๆ ส้มเขียวหวานมีวิตามินเอสูงมาก 4,000 I.U. ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม ผิวส้ม มีน้ำมันหอมระเหย วิตามินซี และสารอื่นๆ

·       ใช้เป็นยา ผิวผล ใช้สกัดทำทิงเจอร์ สำหรับใช้แต่งกลิ่นยา และมีฤทธิ์ขับลม เปลือกผล ปรุงยาหอมแก้ลมวิงเวียน หน้ามืดตาลาย แก้ลมจุกเสียด แน่นเฟ้อ น้ำจากผล ให้วิตามินซี รับประทานป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน บำรุงร่างกาย แก้ไอ และขับเสมหะ

 

ส่วนผสม

·       น้ำส้มคั้นสามส่วนสี่ถ้วย

·       น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

·       น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ

·       เกลือป่นหนึ่งส่วนสี่ช้อนชา

·       น้ำแข็งบดหนึ่งถ้วยครึ่ง

 

วิธีทำ

เลือกส้มที่มีรสหวานอมเปรี้ยว ล้างให้สะอาด ผ่า 2 ซีก บีบน้ำส้มเติมน้ำเชื่อม เกลือป่น ชิมดูรสตามใจชอบ จะได้น้ำส้มสีเหลืองเข้มข้น รสชาติหวานเปรี้ยวเค็ม กลมกล่อม เทใส่แก้วน้ำแข็ง เสิร์ฟทันที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


การใช้ประโยชน์

·       ใช้เป็นอาหาร หัวแห้ว ผัด ยำหรือต้มรับประทานเล่น ต้มกับน้ำตาล เชื่อม ทำแห้วกระป๋อง และทำน้ำผลไม้

·       คุณค่าทางโภชนาการ แห้ว มีวิตามินซีเล็กน้อย มีธาตุฟอสฟอรัสและแคลเซียม มีแป้ง โปรตีน และอื่นๆ

·       ใช้เป็นยา ใบ ตำพอกเหงือก แก้ปวดเหงือกปวดฟัน หัว เป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงธาตุ ขับน้ำนม สมานแผลในทางเดินอาหาร และกระตุ้นการทำงานของร่างกาย

ส่วนผสม

·       แห้วปอกเปลือก 1 ถ้วย

·       น้ำสะอาด 1/2 ถ้วย

·       น้ำตาล 2/3 ถ้วย

วิธีทำ


          ล้างแห้วให้สะอาด ปอกเปลือก เอาน้ำใส่หม้อเคลือบ ตั้งไฟให้เดือด ใส่แห้วต้มเคี่ยว 5-10 นาที เติมน้ำตาล ชิมรสตามต้องการ จะได้น้ำแห้วใสและเนื้อแห้วสีเหลืองอ่อนๆ ถ้าต้องการให้แห้วเหนียวต้องเคี่ยวนานๆ แห้วจะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น เวลาดื่มใส่น้ำแข็งบดละเอียด

 

 

 

 

 

 

 

 


การใช้ประโยชน์

·       ใช้เป็นอาหาร น้ำจากผล ใช้ปรุงรสอาหารให้มีรสเปรี้ยว ใช้ทั้งน้ำและเปลือกรับประทานกับเมี่ยง ใช้ดองไว้ปรุงอาหาร ทำน้ำผลไม้

·       คุณค่าทางโภชนาการ น้ำมะนาวมีกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดซิตริก มาลิค วิตามินซีสูง และมีสารอื่นๆ ผิวมะนาว มีน้ำมันหอมระเหย มีวิตามินเอ และซี มีธาตุแคลเซียมฟอสฟอรัสสูงกว่าในน้ำมะนาว มีสารที่มีรสขม และอื่นๆ

·       ใช้เป็นยา ใบ ต้มเอาน้ำกิน เป็นยาแก้ไอ ละลายเสมหะ แก้ท้องอืด ท้องเสีย ช่วยขับลม และทำให้เจริญอาหาร ผล คั้นเอาน้ำกินเป็นยาแก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน บำรุงธาตุ เจริญอาหาร แก้เลือดออกตามไรฟัน และถ่ายพยาธิ หรือผลดองเกลือใช้เป็นยาขับเสมหะ และทำให้ชุ่มคอ เปลือกผล เปลือกผลแห้ง ต้มน้ำกินเป็นยาแก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้ปวดท้อง ขับเสมหะ บำรุงกระเพาะอาหาร และขับลม รากสด แก้ฟกช้ำจากการถูกกระแทกหรือหกล้ม แก้ปวด และแก้พิษสุนัขกัด

ส่วนผสม

·       น้ำมะนาว 1 ถ้วย

·       น้ำตาลทราย 1 ถ้วย

·       เกลือป่นครึ่งช้อนชา

·       น้ำสะอาด 1 ถ้วย

 

วิธีทำ

1.    ทำน้ำเชื่อม โดยผสมน้ำตาลและน้ำตั้งไฟให้ละลาย ทิ้งให้พออุ่นๆ

2.       ใส่น้ำมะนาว และเกลือลงในน้ำเชื่อม คนให้เกลือละลาย

3.       ตักเสิร์ฟแบบอุ่น หรือเย็นก็ได้ โดยใส่น้ำแข็งลงในแก้ว เทน้ำมะนาวใส่ แต่งด้วยมะนาวฝาน และสะระแหน่

 

 

 

 

 

 

 


การใช้ประโยชน์

·       ใช้เป็นอาหาร ขิงสด ใช้ปรุงอาหาร เป็นผักจิ้ม ทำขิงดอง ทำน้ำขิง

·       คุณค่าทางโภชนาการ ขิง มีน้ำมันหอมระเหย 1-3 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ขิงมีกลิ่นหอม และมีน้ำมันชัน (oleoresin) ซึ่งจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นเหง้าขิงแก่ๆ สารชนิดนี้ทำให้ขิงมีกลิ่นฉุน และรสเผ็ด ยังมีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสและอื่นๆ

·       ใช้เป็นยา ต้น ขับผายลม บรรเทาอาการจุกเสียด แน่นเฟ้อ บำรุงธาตุไฟ รักษานิ่ว ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าพยาธิ รักษาโรคตา บิด ลมป่วง ท้องร่วงอย่างแรง อาเจียน ใบ บรรเทาอาการฟกช้ำ ช่วยย่อยอาหาร ขับผายลม รักษาโรคกำเดาและนิ่ว ขับลมในลำไส้ ดอก ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าพยาธิ และบำรุงธาตุไฟ ผล รักษาอาการไข้

ส่วนผสม

·       ขิง (ไม่แก่นัก) 2 ถ้วย

·       น้ำ 9 ถ้วย

·       น้ำตาลทรายหนึ่งถ้วยครึ่ง

วิธีทำ

ปอกเปลือกขิงออก ล้างน้ำ ทุบพอแหลก ตั้งน้ำให้เดือด เอาขิงลงต้มให้เดือด กรองเอากากออก เติมน้ำตาล ชิมรสตามต้องการ รีบยกลงกรองใส่ขวด นึ่ง 20-30 นาที เมื่อเย็นเก็บใส่ตู้เย็น การต้มถ้าเดือดนานไปกกลิ่นหอมของขิง ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยจะระเหยออกไปหมด ทำให้น้ำขิงที่ได้ไม่มีกลิ่นหอมชวนดื่ม เมื่อจะดื่มน้ำขิง เติมน้ำแข็ง

การเตรียมน้ำขิง ควรใช้ขิงไม่แก่นัก เพราะขิงแก่จัดจะมีสารชนิดหนึ่งมีกลิ่นฉุนและรสเผ็ดจัด เมื่อเตรียมเป็นน้ำขิงแล้ว รสชาติจะไม่กลมกล่อม

 

 

 

 

 

 

 


การใช้ประโยชน์

·       ใช้เป็นอาหาร ผลแก่จัด รับประทานเป็นผลไม้ แช่ในน้ำเชื่อม ทำแยม และน้ำผลไม้

·       คุณค่าทางโภชนาการ แอปเปิ้ล มีกรดอินทรีย์ มีวิตามินเอและซี มีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และอื่นๆ

·       ใช้เป็นยา ใบ ใช้ต้มกินรักษาเลือดคั่งค้างหลังคลอด รักษาอาการไข้ ขับน้ำคาวปลา รักษาแผลจากไฟ ผล รักษาอาการท้องผูกเป็นประจำ นอนไม่ค่อยหลับ รักษาโรคเกี่ยวกับไต บำรุงร่างกายทารก บำรุงปอด

ส่วนผสม

·       แอปเปิ้ลปอกเปลือกหั่น ½ ถ้วย

·       น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

·       น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

·       เกลือป่น ¼ ช้อนชา

·       น้ำสะอาด ¼ ถ้วย

 

วิธีทำ

เลือกแอปเปิ้ลสดๆ ชนิดเปรี้ยวเล็กน้อย เมื่อทำน้ำผลไม้แล้วจะมีรสกลมกล่อม กว่าชนิดที่ไม่มีรสเปรี้ยว นำแอปเปิ้ลมาล้าง ปอกเปลือกหั่น แล้วใส่เครื่องปั่นเติมน้ำปั่นให้ละเอียด แล้วกรองเอากากออก แล้วเอาน้ำที่ได้ใส่หม้อตั้งไฟเติมน้ำตาล เติมเกลือ น้ำมะนาว ชิมรส ตามชอบจะได้น้ำแอปเปิ้ลสีเหลืองอ่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


การใช้ประโยชน์

·       ใช้เป็นอาหาร ต้นแก่ เป็นอ้อยควั่น บีบทำน้ำอ้อยสดดื่มเป็นน้ำผลไม้ ทำน้ำตาล

·       คุณค่าทางโภชนาการ อ้อย มีน้ำตาลซูโครสสูงมาก มีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสเล็กน้อย และมีสารอื่นๆ

·       ใช้เป็นยา น้ำเชื่อม ที่มีความเข้มข้นคามขนาดที่ฟาร์มาโคเปียกำหนดไว้ สามารถใช้เป็นสารกันบูด และฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ใส่แผลเรื้อรัง ทั้งต้น ใช้รักษาปัสสาวะพิการ รักษาขัดเบา แก้อาการช้ำ รักษาโรคนิ่ว อาการไอ ต้น แก้ไข้ แก้คอแห้งกระหายน้ำ รักษาอาการโรคไซนัส เป็นยาบำรุงหัวใจ รักษาอาการสัมประชวร รักษาไข้จับใน ชานอ้อย นำมาเผาให้เป็นเถ้า แล้วบดเป็นผง รักษาฝีอักเสบ และแผลใต้ผิวหนังเรื้อรัง

ส่วนผสม

·       อ้อย 5 ท่อน

 

 

วิธีทำ

เลือกอ้อยพันธุ์ที่มีรสหวาน ตัดเป็นท่อน ล้างน้ำให้สะอาด ใช้เครื่องบีบให้น้ำอ้อย กรองด้วยผ้าขาวบาง กรอกใส่ขวด ใส่ตู้เย็น จะได้น้ำอ้อยสดสีเหลืองอ่อนๆ รสหวานชื่นใจ ไม่ควรบีบทิ้งไว้หลายๆ วัน ดื่มสดๆ รสชาติจะดีกว่า เตรียมไว้หลายๆ วัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


การใช้ประโยชน์

·       ใช้เป็นอาหาร ผลสุก รับประทานเป็นผลไม้ ทำเป็นน้ำผลไม้

·       คุณค่าทางโภชนาการ เนื้อแคนตาลูป มีวิตามินเอสูงมาก มีวิตามินซีเล็กน้อย มีน้ำตาล และมีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และอื่นๆ

·       ใช้เป็นยา ผลเป็นยาขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ขับน้ำนม ขับเหงื่อ บำรุงหัวใจ สมอง แก้อักเสบทางเดินปัสสาวะ แก้กระหาย ดับพิษร้อน

ส่วนผสม

·       เนื้อแคนตาลูปสุกหั่นเป็นชิ้นเล็ก 2 ถ้วย

·       น้ำเชื่อมครึ่งถ้วย

·       เกลือป่นหนึ่งในสี่ช้อนชา

·       น้ำต้มสุก 1 ถ้วย

 

 

วิธีทำ

1.       ใส่แคนตาลูป น้ำต้มลงในโถปั่น ปั่นด้วยความเร็วขนาดกลาง ให้เป็นเนื้อเดียวกัน กรองเอาแต่น้ำ

2.       ใส่น้ำเชื่อม เกลือ คนให้เข้ากันจนเกลือละลาย

3.       เวลาเสิร์ฟ ตักน้ำแข็งใส่แก้วพอประมาณ ตักน้ำแคนตาลูปใส่ดื่มเย็น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


การใช้ประโยชน์

·       ใช้เป็นอาหาร ผลแก่จัด นำมาทอด ฝานอบเนย ผลสุก รับประทานเป็นผลไม้ ทำขนมเค้ก ทำน้ำผลไม้

·       คุณค่าทางโภชนาการ กล้วยหอมสุก มีน้ำตาลหลายชนิด มีสารเพคติน มีโปรตีน วิตามินเอและซี ธาตุฟอสฟอรัส และแคลเซียม สารที่ให้กลิ่นหอมในกล้วยหอมสุก คือ amyl acetatea

·       ใช้เป็นยา ใบตอง ใช้ปิดแผลไฟไหม้ ใช้ใบตองที่ไม่อ่อนไม่แก่เกินไปและฆ่าเชื้อก่อนใช้ เปลือกกล้วยหอมสุก ใช้รักษาส้นเท้าแตก โดยใช้เปลือกด้านทีติดเนื้อกล้วย ทาติดต่อกันจนกว่าจะหาย

ส่วนผสม

·       กล้วยหอมหั่นท่อนสั้น 1 ถ้วย

·       นมสด 3 ช้อนโต๊ะ

·       น้ำเชื่อมครึ่งถ้วย

·       เกลือป่นหนึ่งส่วนสี่ช้อนชา

·       น้ำต้มสุก 1 ถ้วย

·       น้ำแข็งบด 1 ถ้วย

 

 

วิธีทำ

1.    ใส่กล้วยหอม นมสด น้ำเชื่อม เกลือป่น น้ำแข็งและน้ำต้มลงในโถปั่น ปั่นให้เข้ากันดี

2.    เทใส่แก้วทรงสูงเสิร์ฟพร้อมหลอดดูด และไม้คน หรือจะแช่เย็นดื่มโดยไม่ใส่น้ำแข็ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


เก๊กฮวย เป็นไม้ดอกตระกูลเดียวกับทานตะวัน ปลูกมากทางภาคเหนือ เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตรง ลักษณะใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบเว้า ออกดอกเป็นกระจุก ดอกสีเหลืองขนาดเล็ก นำมาตากแห้งเก็บไว้ได้นาน

ส่วนผสม

·       ดอกเก๊กฮวย 1 ถ้วยตวง

·       น้ำ 2 ถ้วยตวง

·       น้ำตาลกรวด 1/2 ถ้วยตวง


วิธีทำ

ใช้ดอกเก๊กฮวยแห้ง มาล้างให้สะอาด เติมน้ำลงในหม้อต้ม ใส่เก๊กฮวยลงในหม้อ ต้ม 2 นาที จนน้ำที่ต้มเป็นสีเหลือง แล้วนำมากรอง เอากากออก เติมน้ำตาลลงไป ต้มจนน้ำตาลละลาย จะได้น้ำเก๊กฮวยที่มีรสชาติหวานหอมชื่นใจ

 


ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
- เก๊กฮวยพันธุ์เบญจมาศหนู มีน้ำมันหอมระเหย มีรสขม
- ดอก เป็นยาระงับอาการปวดศีรษะ ไข้หวัด ขับลมในลำไส้ บำรุงประสาท
- ดอกและใบ ต้มละลายนิ่ว
- ใบและต้นใช้รักษาโรคผิวหนังได้
- เก๊กฮวยพันธุ์เบญจมาศสวน มีน้ำมันหอมระเหย มีสารฝาดสมาน
- ดอก ช่วยย่อยและเจริญอาหาร เป็นยาระบาย แก้กระหายน้ำ แก้อาการร้อนใน
- ใบ แก้ปวดศีรษะ
- ต้น ผสมกับพริกไทยดำรักษาโรคโกโนเรียน ถ้าสกัดเอาน้ำจากต้นสด ช่วยลดอาการอักเสบ



 

 

 

 

 


กระเจี๊ยบ เป็นไม้พุ่มเตี้ย แตกกิ่งก้าน ลำต้นมีสีม่วงอมแดง ใบมีสีแดงอมเขียว ขอบใบเป็นหยักๆ ออกดอกตรงง่ามกิ่ง กลีบดอกสีชมพู โคนกลีบสีแดงเข้ม

ส่วนผสม

·        กลีบดอกกระเจี๊ยบ 3 ถ้วยตวง

·        น้ำ 3 ลิตร

·        น้ำตาล 1 กิโลกรัม

·        เกลือ 1/4 ช้อนชา



 

 

 

 

 

 

วิธีทำ

เตรียมกระเจี๊ยบ นำมาล้างน้ำให้สะอาด เติมน้ำแล้วนำไปต้ม (ควรเป็นหม้อเคลือบ) ประมาณ 40 นาที เนื้อกระเจี๊ยบจะเปื่อยนิ่ม สีของน้ำจะเป็นสีแดงสด จากนั้นนำไปกรองกากออก จะได้น้ำกระเจี๊ยบสด เติมน้ำตาลทราย เกลือ นำไปตั้งไฟอีกครั้งประมาณ 3 นาที แล้วยกลง จะได้น้ำกระเจี๊ยบที่มีรสชาติเปรี้ยวหวานอร่อยดี


ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
-
กลีบกระเจี๊ยบแดง มีธาตุแคลเซียมสูง มีวิตามินเอ วิตามินซี กรดซิตริก ฟอสฟอรัส
-
เป็นยาระบายอ่อนๆ เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยทำให้ปัสสาวะคล่องขึ้น ลดความดันโลหิตสูง แก้กระหายน้ำ



 

 

 

 

 

 


กระท้อน เป็นไม้ป่ายืนต้นขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขา ใบสีเขียว เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีแดง กิ่งอ่อนจะมีขนนุ่มๆ ดอกสีเหลืองอ่อน ขนาดเล็ก ผลดิบมีสีเขียว มียางมาก ผลสุกมีสีเหลือง เมื่อผ่าออกจะเห็นเมล็ดใน มีปุยสีขาวหุ้ม หนึ่งผลมีหลายเมล็ด


ส่วนผสม

·       เนื้อกระท้อน 1 ถ้วยตวง

·       น้ำต้มสุก 1+ 1/2 ถ้วยตวง

·       น้ำเชื่อม 1 ถ้วยตวง

·       เกลือ 1/4 ช้อนชา

 

 


วิธีทำ

เลือกกระท้อนสุกที่มีเนื้อมาก นำมาปอกเปลือกออก ล้างให้สะอาด ฝานเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาใส่เครื่องปั่น เติมน้ำสุก น้ำเชื่อม ใส่เกลือ ปั่นจนเนื้อกระท้อนละเอียด จะได้น้ำน้ำกระท้อนสีขาวขุ่นที่มีเนื้อกระท้อนปนอยู่ รสชาติหวานอมเปรี้ยว อร่อยชื่นใจ


ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
- เนื้อกระท้อน มีวิตามินเอ วิตามินซี ฟอสฟอรัส คัลเซียม กรดอินทรีย์ มีน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต
-
ใบสด ใช้ต้มอาบ ช่วยขับเหงื่อในคนที่เป็นไข้
-
รากกระท้อน ตำใส่น้ำและน้ำส้มสายชู ดื่มช่วยขับลม และแก้ท้องเดิน
-
เปลือกลำต้น ตำทาแก้โรคผิวหนัง



 



 

 

 

 


ข้าวโพด เป็นพืชล้มลุก ลำต้นตรง กลม ต่อกันเป็นปล้อง สูงประมาณ 1-2 เมตร ใบเลี้ยงเดี่ยวเรียวยาว ก้านใบหุ้มลำต้น ออกดอกบริเวณกาบใบ เมื่อโตขึ้นจะเป็นฝักข้าวโพด ฝักข้าวโพดหุ้มด้วยกาบบางๆ หลายชั้น

ส่วนผสม

·       ข้าวโพดต้มสุก 1 ถ้วยตวง

·       น้ำต้มสุก 2 ถ้วยตวง

·       น้ำเชื่อม 1/2 ถ้วยตวง

·       เกลือ 1/4 ช้อนชา

·       นมสด 1 ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ

นำข้าวโพดสดมาลอกเปลือกออก แล้วล้างให้สะอาด นำข้าวโพดต้มให้สุก 15 นาที จากนั้นแกะเมล็ดให้ได้ประมาณ 1 ถ้วยตวง นำไปใส่เครื่องปั่นโดยเติมน้ำสุก น้ำเชื่อม เกลือ นมสด ปั่นจนข้าวโพดละเอียด จะได้น้ำข้าวโพดรสชาติอร่อย

 


ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
-
เมล็ดข้าวโพด มีคัลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัสสูง โปรตีน แป้ง วิตามินเอ
-
ฝอยข้าวโพดสีน้ำตาล ใช้ทำน้ำมันหอมระเหย มีสารที่เป็นอัลคาลอยด์ที่ระเหยได้ ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
-
ซังข้าวโพด ใช้ปรุงเป็นยารักษาตานขโมยในเด็ก
-
ฝักข้าวโพด ใช้ต้ม ย่างรับประทาน ทำซุปข้าวโพด ทำแป้งข้าวโพด
-
ฝักอ่อน ใช้ผัดเป็นอาหาร

 

 
 

 


ลิ้นจี่ เป็นไม้ยืนต้น มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน แต่ปัจจุบัน เราสามารถปลูกได้ทางภาคเหนือของประเทศไทย เมื่อสุกจะมีเปลือกสีแดง ผิวขรุขระ เนื้อรับประทานเป็นผลไม้

ส่วนผสม

·       เนื้อลิ้นจี่ 1 ถ้วยตวง

·       น้ำสุก 2 ถ้วยตวง

·       น้ำตาล 1/2 ถ้วยตวง


วิธีทำ

นำลิ้นจี่ มาปอกเปลือก แกะเอาเฉพาะเนื้อ นำน้ำใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่น้ำตาลลงไป พอเดือดใส่เนื้อลิ้นจี่ลงไป ตั้งพักไว้ให้เย็น รับประทานกับน้ำแข็ง หรือนำเข้าแช่ตู้เย็นไว้รับประทาน

ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
-
ลิ้นจี่ มี น้ำตาลซูโครส น้ำตาลกลูโคส โปรตีน ไขมัน วิตามินซี และกรดซิตริก
-
เนื้อลิ้นจี่ มีฤทธิ์ช่วยย่อย บำรุงม้าม บำรุงประสาท แก้กระหาย
-
เมล็ด ใช้บรรเทาอาการปวด รักษาโรคไส้เลื่อน


 

 

 

 

 

 

 


แตงกวา เป็นพืชจำพวกไม้เถา ใบมีขน ดอกสีเหลือง ผลกลมยาว มีหลายพันธุ์ที่รู้จักกัน มีแตงกวา กับแตงร้าน ผิวผลบาง มีสีขาวปนเขียว ถ้าผลสุกจะเป็นสีเหลือง


ส่วนผสม

·       แตงกวา 2 ผล

·       น้ำต้มสุก 1 ถ้วยตวง

·       น้ำเชื่อม 1/2 ถ้วยตวง

·       เกลือ 1/4 ช้อนชา


วิธีทำ

แตงกวา 2 ผล ปอกเปลือกออก ล้างให้สะอาด คว้านเอาเมล็ดออกหั่นเป็นชิ้นบางๆ ใส่เครื่องปั่น เติมน้ำสุก น้ำเชื่อม ใส่เกลือป่นเล็กน้อย ปั่นให้ละเอียด ตอนดื่มใส่น้ำแข็งทุบ หรือนำเข้าแช่เย็นเลยก็ได้ จะได้น้ำแตงกวาที่มีสีเขียวอ่อนกลิ่นหอมอ่อนๆ รสหวานเย็น


ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
-
แตงกวา มีวิตามินซี วิตามินอี คัลเซียยม เหล็ก
-
น้ำแตงกวา ใช้รักษาโรคผิวหนัง น้ำร้อนลลวก แผลไฟไหม้
-
ราก ใช้ตำแล้วพอก ลดอาการอักเสบจากขนสสัตว์
-
เมล็ดแก่ ใช้กินเป็นยาขับพยาธิ
-
ผล ใช้เป็นผักสด จิ้ม ยำ ผัด ดอง
-
ผลหั่นบาง บำรุงผิวหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


แตงไทย เป็นไม้เถา ใบมีขนาดใหญ่ ทุกส่วนมีขน ผลกลมโตหรือกลมรี ผลสีเขียวสลับขาว เนื้อในสีขาวนวล ผลสุกมีกลิ่นหอม


ส่วนผสม

·       แตงไทย 1 ถ้วยตวง

·       น้ำสุก 1/2 ถ้วยตวง

·       น้ำเชื่อม 1/2 ถ้วยตวง

·       เกลือป่น 1/4 ช้อนชา


วิธีทำ

นำแตงไทยสุก ปอกเปลือกผ่าเอาเมล็ดออก หั่นเอาแต่เนื้อใส่เครื่องปั่น เติมน้ำสุก ใส่เกลือเล็กน้อย ปั่นให้ละเอียด เมื่อดื่มเติมน้ำแข็งลงไปหรือนำเข้าแช่เย็น จะได้น้ำแตงไทยที่มีรสหอมหวานอร่อย


ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
-
เนื้อ รับประทานแก้โรคเลือดกำเดาออก
-
ผลแก่ มีวิตามินซี วิตามินเอ คัลเซียม
-
เมล็ดแก่ เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ไอ

- ผลอ่อน ใช้เป็นผักจิ้ม ยำ แกง ดอง

- ผลสุก รับประทานกับน้ำเชื่อมและน้ำกะทิ เป็นขนมหวาน


 
 

 

 

 

 

 

 

 

 


แตงโม เป็นไม้เถา ก้านใบยาว ทุกส่วนมีขน ผลมีขนาดใหญ่มีหลายสายพันธุ์ ผิวสีเขียวแก่ เขียวอ่อน สีขาวนวล เนื้อในมีสีแดง สีเหลือง มีเมล็ดมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่สายพันธุ์


ส่วนผสม

·       เนื้อแตงโม 1 ถ้วยตวง

·       น้ำต้มสุก 1/2 ถ้วยตวง

·       น้ำเชื่อม 1/2 ถ้วยตวง


วิธีทำ

นำแตงโมมาผ่าซีก หั่นเอาแต่เนื้อ ใส่เครื่องปั่น เติมน้ำสุก ใส่เกลือป่นเล็กน้อย ปั่นให้เข้ากัน เมื่อจะดื่มใส่น้ำแข็ง น้ำแตงโมจะมีสีแดงน่าดื่ม


ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร
-
เนื้อแตงโม มีรสหวานเย็น รับประทานแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับลมในกระเพาะปัสสาวะ
-
รากและใบสด ต้มดื่มแก้โรคท้องร่วง บิด
-
ผลอ่อน ใช้ปรุงอาหาร ลวก จิ้ม แกง

- เปลือกแตงโมสด ใช้แกง และยำ



 

 

 

 

 

 

 

 

เว็ปไซต์อ้างอิง

 

- http://www.school.net.th/library/create-web/10000/technology/10000-599.html

- http://www.ittm.or.th/articles/herb_drnk/herbdrnk19.htm

- http://smartcorner.com/food/c-beverage/drinks-menu/summer_drink.shtml

- www.thaifruitnews.com/paper/Banana.htm

- http://www.geocities.com/anusorn_sareebut/juice14.html